วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แบงก์ลดดอก-ยืดหนี้มาบตาพุด

จัดทำบทความโดย
ชื่อ-นามสกุล นายก้องเกียรต เลิศผดุงพงษ์
เลขทะเบียน 5001208003

เรื่อง

แบงก์ลดดอก-ยืดหนี้มาบตาพุด




ธนาคารดาหน้าช่วย 65 โครงการในมาบตาพุด “กรุงไทย” ยอมรับหยุดเบิกใช้สินเชื่อกว่า 1 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เข้าไปให้การช่วยเหลือและวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยและกลุ่มบริษัท ปตท. อย่างใกล้ชิด เพราะการชะลอโครงการนั้น ทำให้กระแสเงินสดและผลประกอบการในปีนี้ของบริษัทต้องมีการบันทึกการขาดทุนและมีรายได้ที่หายไป
ทั้งนี้ มีบางบริษัทรายได้หดหายไป 15-20% จึงต้องเข้าไปดูแล และปรับเงื่อนไขการกู้ยืม การชำระหนี้ให้ยาวออกไป และลดดอกเบี้ย ให้บางส่วน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ทุกธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 65 โครงการในมาบตาพุดที่ถูกชะลอโครงการ

อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านั้นต่างมีความแข็งแกร่งทางการเงินอยู่แล้ว อาจมีผลกระทบต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างในโครงการมาบตาพุดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทก่อสร้างต่างชาติ ธนาคารในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องเล็กน้อยเท่านั้น

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเม็ดเงินที่ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนโครงการดังกล่าวมีกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดย 11 โครงการที่ผ่านการพิจารณาของศาลมีเม็ดเงินสินเชื่อของธนาคาร 2 หมื่นล้านบาท ส่วน 65 โครงการที่ต้องชะลอไปนั้น มีเม็ดเงินของธนาคาร 2 หมื่นล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างที่เบิกใช้ ไปแล้ว 2,900 ล้านบาท ถือว่า เป็นเงินจำนวนน้อยมากหากเทียบกับสินเชื่อรวมของธนาคารที่มีมากกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงไม่ต้องสำรองหนี้สูญจากการชะลอโครงการดังกล่าว


ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=79975


คำถามท้ายบท
ข้อที่1. จากข่าว บริษัทปูนซิเมนต์ไทยและบริษัท ปตท.รายได้หดหายไปกี่ % จึงต้องให้ธนาคารเข้าไปดูแล และปรับเงื่อนไขการกู้ยืม การชำระหนี้ให้ยาวออกไป และลดดอกเบี้ย ให้บางส่วน
ข้อที่2. จากข่าว ธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกี่โครงการ ในมาบตาพุดที่ถูกชะลอโครงการ
ข้อที่3. จากข่าว 11 โครงการที่ผ่านการพิจารณาของศาลมีเม็ดเงินสินเชื่อของธนาคาร เป็นเงินจำนวนกี่บาท

หากยังยืนเหนือ 700 จุดไม่ได้ ยังแกว่งตัวลงต่อ

ภาวะตลาดหุ้นไทยเริ่มแกว่งตัวออกด้านข้าง ในลักษณะของการซึมลง หลังจากที่รับรู้ข่าวลบจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศไประดับหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาบตาพุด รวมไปถึงประเด็นเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่อาจจะเร็วขึ้น และการปรับลดอันดับเครดิตพันธบัตรกรีซของฟิทช์ โดยตลาดหุ้นไทยตอบสนองในลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างและอ่อนตัวลง ปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงก่อนวันหยุดยาวในปลายปีพอดี โดยนักลงทุนต่างประเทศมียอดขายสุทธิค่อนข้างมากใน 2 วันทำการ เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.5-1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยปัจจัยที่น่าติดตามและมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนในตลาดหุ้นไทยมีดังนี้



ด้านปัจจัยภายนอก ดูเหมือนว่าจะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงานหรืออันดับเครติดของประเทศกรีซ โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับตัวดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ย โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้นมาก ตลาดคาดไว้ว่าจะออกมาลดลง 1 แสนตำแหน่ง ในขณะที่ตัวเลขออกมาจริงลดลง 1.1 หมื่น ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งได้กังวลว่าเฟดจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า เนื่องจากตัวเลขภาค แรงงานเป็นตัวเลขที่ฟื้นตัวช้าที่สุด แต่กลับปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วมาก ส่งผลให้ตลาดส่วนหนึ่งคาดว่าเริ่มมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลสนับสนุนอาจจะมีแนวโน้มที่ทยอยถอนออก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพียงเดือนเดียวยังไม่สามารถประเมินได้ อีกทั้งอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง คือ 10% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 10.20% จากเดือนก่อนหน้า ทำให้สรุปโดยรวมภาวะภาค แรงงานเริ่มดูดีขึ้น แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่อง แต่กระนั้นก็ตามตลาดเงินได้ตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวทันที คือ เงินเหรียญสหรัฐปรับตัวขึ้น 1.7% จากรายงานตัวเลขดังกล่าว ถึงแม้ว่าประธานเฟดได้ออกมากล่าวภายหลังว่าจะยังคงนโยบายการเงินเช่นเดิม และคาดว่าอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่วนประเด็นเรื่องการโดนลดอันดับเครดิตของกรีซซึ่งอยู่ในยูโรโซน ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าลง และมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่เงินเหรียญสหรัฐแทน