วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เอ็มเอฟซี'ชูบริการ 5 ดาว
เรื่อง 'เอ็มเอฟซี'ชูบริการ 5 ดาว
บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ก้าวสู่ปีที่ 35 เน้นกลยุทธ์หลัก Customer Centric สร้างความมั่งคั่งสูงสุดแก่ลูกค้า พร้อมให้บริการระดับ 5 ดาว ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารพุ่ง 3 แสนล้านบาท รายได้ 700 ล้านบาท ส่วนปี 55 คาดรายได้ทะลุพันล้านบาท หลังได้ 3 ธุรกิจใหม่หนุน
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัทได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 ในปี 2553 นี้ จึงเน้นกลยุทธ์หลักคือ "Customer Centric" หรือการคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน พร้อมกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยจะมีการทำวิจัยการตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจและตอบสนองได้ตรงใจลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพของทีมที่ปรึกษาการลงทุน และผู้จัดการกองทุนที่มีคุณภาพ พร้อมการบริการระดับ 5 ดาว
สำหรับปี 2553 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี)เป็น 300,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.79% และมีรายได้เพิ่มเป็น 700 ล้านบาท โดยมีแผนออกกองทุน ตราสารหนี้ 12 กองทุน กองทุนผสมแบบยืดหยุ่น 5 กองทุน กองทุนรวมลงทุนต่างประเทศ (FIF) 7 กองทุน และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5 กองทุน
ขณะที่ปี 2552 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนภายใต้การบริหารจัดการ 234,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,267.91 ล้านบาท หรือ 8.44% เมื่อเทียบสิ้นเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 216,474 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวมในปี 2552 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 11.17% เป็น 150,423 ล้านบาท จาก 135,309 ล้านบาท ในปี 2551 มีการออกกองทุนใหม่ 32 กองทุน และได้มีการจ่ายเงินปันผลจำนวน 13 กองทุน รวมเป็นเงิน 423.76 ล้านบาท
ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภายใต้การบริหารมี 44 กองทุน นายจ้าง 546แห่ง มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 60,816 ล้านบาท เติบโต 8.74% หรือเท่ากับ 4,886 ล้านบาท จากปี 2551 ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 55,930 ล้านบาท
สำหรับกองทุนส่วนบุคคลมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 23,502 ล้านบาท โดยลูกค้ารายใหญ่ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) และสภากาชาดไทย
ดร.พิชิต กล่าวว่า ในปี2552 ที่ผ่านมา บลจ.เอ็มเอฟซีฯ ได้มีการปรับโมเดลการทำธุรกิจใหม่ โดยได้มีการตั้ง 3 บริษัทลูกขึ้นมาใหม่ คือ 1.MFCA ทำธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งแล้วเมื่อเดือนต.ค.2552 2.MRAM ทำธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ และหาอสังหาริมทรัพย์ให้กับบลจ.เอ็มเอฟซีฯ เพื่อจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาฯ และ3. ESCO ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้ง เพื่อเข้ามารุกธุรกิจ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับด้านพลังงาน และการลงทุนในพลังงานทางเลือก
ทั้งนี้โมเดลการทำธุรกิจใหม่ คาดหวังว่า 3 บริษัทใหม่ที่จัดตั้งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทคิดเป็นสัดส่วน 50:50 เมื่อเทียบกับรายได้จากธุรกิจกองทุน และทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และรายได้ของบริษัทโตเป็นเท่าตัว หรือคาดว่าจะทำให้รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ล้านบาท ในปี 2555
ที่มา http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=22017:-5-&catid=101:2009-02-08-11-30-52&Itemid=440
TFEX เตรียมรับสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ช่วยขยายตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส
เรื่อง TFEX เตรียมรับสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ช่วยขยายตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส
ตลาดอนุพันธ์เปิดรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ หวังร่วมผนึกกำลังพัฒนาและขยายตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เผยมีผู้สนใจเป็นสมาชิกหลายราย พร้อมเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายเวลาการซื้อขาย
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ มีมติให้ดำเนินการรับสมาชิกผู้ค้าทองเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้ค้าทองที่มีศักยภาพและประสงค์ที่จะทำธุรกิจโกลด์ฟิวเจอร์ส ได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาและขยายตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส
ในปีที่ผ่านมาตลาดอนุพันธ์รับสมาชิกผู้ค้าทอง จำนวน 5 ราย ได้แก่ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด (GTWM)บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF) บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด (MTSGF) บริษัท ที. ซี.ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด (TCAF) และ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เพื่อเข้าร่วมพัฒนาโกลด์ฟิวเจอร์ส และผลปรากฏว่าสมาชิกผู้ค้าทองนั้นได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาและขยายตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สอย่างมาก และประสบผลสำเร็จในการทำธุรกรรมโดยสมาชิกผู้ค้าทองทั้ง 5 นั้นมีส่วนแบ่งการตลาดในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส กว่าร้อยละ 40 ซึ่งที่ผ่านมาตลาดอนุพันธ์ก็ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบธุรกิจค้าทองว่ามีความสนใจที่เข้ามาช่วยร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส และตลาดอนุพันธ์เห็นว่าการมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เข้ามาร่วมทำธุรกิจเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สเติบโตไปได้
อย่างรวดเร็ว จึงมีนโยบายสนับสนุนในเรื่องนี้
"ตลาดอนุพันธ์อยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)และบริษัทสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ในเรื่องนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้สมัครจะต้องดำเนินการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจาก ก.ล.ต. และดำเนินการขอเข้าเป็นสมาชิกตลาดอนุพันธ์และสำนักหักบัญชีพร้อม ๆ กัน สำหรับเกณฑ์คุณสมบัติในการเป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์นั้น ตลาดอนุพันธ์จะพิจารณาตามเกณฑ์ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้พิจารณารับสมาชิกรายที่ผ่านมา คือพิจารณาทั้งด้านฐานะการเงิน แผนธุรกิจ บุคลากร และระบบงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครมีความพร้อมในการให้บริการซื้อขายแก่ผู้ลงทุน" นางเกศรากล่าว
อนึ่ง ในปัจจุบัน ตลาดอนุพันธ์มีสมาชิก 41 ราย ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกประเภทผู้ค้าทอง 5 ราย อีก 36 รายเป็นสมาชิกที่เป็นตัวแทนซื้อขายอนุพันธ์ได้ทุกประเภท อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 36 รายนี้ เป็นสมาชิกที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งมีใบอนุญาตทั้งการเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์จำนวน 2 รายที่ขอระงับการทำธุรกรรมชั่วคราวเนื่องจากมีการควบรวมกิจการ
"สำหรับโครงการขยายเวลาการซื้อขาย (Extended Trading Hour) นั้น ตลาดอนุพันธ์ได้รับความคิดเห็นมาจากชมรมผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือ Futures Industry Club (FI Club) ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเท่านั้น และคงจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดต่อไป ทั้งในแง่ความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ และผลกระทบต่อระบบงานที่เกี่ยวข้องทั้งของตลาดอนุพันธ์และสมาชิก ทั้งนี้ตลาดอนุพันธ์อยู่ระหว่างการสำรวจความคิดเห็นจากบริษัทสมาชิกเพื่อนำข้อคิดเห็นมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังเร็วเกินกว่าที่จะมีข้อสรุปว่าจะดำเนินการหรือไม่" นางเกศรา กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=22139:tfex-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
กู้ความเชื่อมั่นห้ามพนักงานเล่นหุ้น

หลังเริ่มงานในตำแหน่งเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 "โสภาวดี เลิศมนัสชัย" ก็ถือฤกษ์ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการทำงาน
โดยเธอประกาศว่า หลักการทำงานของกบข. จะยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยมีสมาชิกเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ทำต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่มีการสร้างภาพ มีหลักธรรมาภิบาล เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ และบริหารเงินออมได้ตรงตามความต้องการของสมาชิก
สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่จะทำ คือ การปรับภาพลักษณ์ กบข. ให้เป็นองค์กรแห่งธรรมาภิบาล และฟื้นฟูความเชื่อมั่น รวมไปถึงความไว้วางใจของสมาชิก และสังคมวงกว้าง
ด้านแนวทางการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แยกเป็นภารกิจภายใน และภายนอก
สำหรับภารกิจภายใน เลขาธิการกบข.คนใหม่ กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ได้มีการประกาศนโยบายชัดเจนว่า พนักงานและผู้บริหารทุกคนจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนห้ามซื้อขายหุ้นโดยเด็ดขาด"
นอกจากนี้จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสมาชิก รวมถึงการตัดสินใจลงทุนต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ วิเคราะห์โอกาส และความเสี่ยง เพื่อปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงหาช่องทางการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวแก่สมาชิก

ส่วนภารกิจภายนอก จะส่งเสริมการนำหลักแห่งการเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดีเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงาน อีกทั้งจะมีการปรับแผนงานสมาชิกสัมพันธ์ในเชิงรุก เพื่อเร่งให้ภารกิจประสบผลสำเร็จ โดยคำนึงถึงความกังวล ความคาดหวัง และความเข้าใจที่แท้จริงของสมาชิกเป็นสำคัญ ซึ่งเนื้อหา รูปแบบของสิทธิประโยชน์ และการสื่อสารจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มสมาชิก
"โสภาวดี" กล่าวต่อว่า ปีนี้ กบข.จะเร่งดำเนินการให้มีแผนการลงทุนที่สมาชิกสามารถเลือกลงทุนเองได้ในรูปแบบที่ตรงกับความต้องการ นอกเหนือจากแผนการลงทุนหลักที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน(มันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์) ซึ่งเหมาะสำหรับสมาชิกที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณ เนื่องจากมีความปลอดภัยของเงินต้นสูง ความเสี่ยงน้อย ส่วนสมาชิกใหม่อาจเลือกลงทุนในตราสารทุนที่มีผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงอาจจะสูงตาม โดยโปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มใช้ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
"สำหรับเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนแก่สมาชิกปีนี้ กบข. หวังว่าจะให้ผลตอบแทนชนะอัตราการเติบโตของเงินเฟ้อ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยช่วง 13 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7% ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสม"
ด้านการบริหารพอร์ตลงทุนนั้น เลขาธิการกบข.คนใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศ จากปัจจุบันอยู่ที่ 13% แบ่งออกเป็นการลงทุนในตราสารทุนโลก 9% และตราสารหนี้โลก 4% ซึ่งกฎหมายให้เพดานการลงทุนในต่างประเทศได้เต็มที่ถึง 25% โดยภูมิภาคที่อยู่ในความสนใจแก่ลงทุนคือ เอเชีย เนื่องจากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ส่วนการลงทุนในประเทศปัจจุบัน แบ่งเป็นตราสารหนี้ 69 % และลงทุนในตลาดหุ้น 9%
ปัจจุบันกบข.มีสมาชิกทั้งสิ้น 1.16 ล้านคน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเท่ากับ 3.36 แสนล้านบาท

ที่มาของข่าว
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=21736:2010-02-08-02-55-59&catid=101:2009-02-08-11-30-52&Itemid=440
คำถามท้ายข่าว
1). วันที่เท่าไหร่ที่เป็นวันแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการทำงาน
2). กบข. หวังว่าจะให้ผลตอบแทนชนะอัตราการเติบโตของเงินเฟ้อ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยช่วง 13 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่กี่% ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสม
3). ปัจจุบันกบข.มีสมาชิกทั้งสิ้น 1.16 ล้านคน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเท่ากับกี่ บาท
12โครงการนำร่องยื่นผ่อนผันศาล เงินลงทุน5.4หมื่นล้าน ชี้โอกาสหลุดมาบตาพิษ
เรื่อง 12โครงการนำร่องยื่นผ่อนผันศาล เงินลงทุน5.4หมื่นล้าน ชี้โอกาสหลุดมาบตาพิษ
ไทยโพสต์ - 12 โครงการมาบตาพุดเม็ดเงินลงทุนกว่า 5.4 หมื่นล้านตัดสินใจยื่นขอผ่อนผันคำสั่งศาลฯ คาดอัยการสูงสุดส่ง 12 ก.พ.นี้ คาดมีโอกาสหลุดสูง ด้านบีโอไอคุย "ฮัทชินสัน" ประกาศลงทุนเปิดฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟต่างประเทศครั้งแรก
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ก.พ.กระทรวงอุตสาหกรรมได้รวบรวมข้อมูลของผู้ประกอบการที่ต้องการยื่นขอผ่อนผันคำสั่งศาลปกครองกลางเฉพาะการก่อสร้างหรือทดสอบเครื่องจักรไม่รวมการประกอบกิจการระหว่างดำเนินการตามมาตรา 67 (2) ซึ่งในกลุ่มนี้มีทั้งหมด 16 โครงการ โดยมี 12 โครงการตัดสินใจยื่นขอผ่อนผันคำสั่งศาลฯ ที่ผ่านมาคณะทำงานกลางที่มีนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้ให้คำปรึกษาแก่โครงการที่ถูกสั่งระงับหรือชะลอโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 49 โครงการ โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 4 แนวทาง คือ 1.แนวทางที่ผู้ประกอบการต้องขอหนังสือยืนยันจากสำนักงานนโยบายและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งกลุ่มนี้มี 10 โครงการ โดยมี 7 โครงการที่ทำหนังสือยื่น สผ.แล้ว ขอชะลอ 1 โครงการและอยู่ระหว่างขอคำปรึกษาจาก สผ.ก่อนยื่นศาลฯ อีก 2 โครงการ 2.กลุ่มที่ต้องขอหนังสือยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นกิจการที่ได้รับใบอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ มี 4 โครงการ ซึ่งทั้งหมดยื่นหนังสือไปยังการนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) แล้ว 3.กลุ่มที่ยื่นขอผ่อนผันคำสั่งศาลฯ โดยใช้เหตุผลเทียบเคียงกับ 11 โครงการแรก มี 9 โครงการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณา และ 4.กลุ่มที่ยื่นขอผ่อนผันเฉพาะการก่อสร้างหรือทดสอบเครื่องจักรไม่รวมการประกอบกิจการระหว่างดำเนินการตามมาตรา 67 (2) มีทั้งหมด 16 โครงการ โดย 12 โครงการตัดสินใจยื่นขอผ่อนผันคำสั่งศาลฯ ส่วนที่เหลือ 4 โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา และอีก 1 โครงการเป็นโครงการร่วมทุนกับต่างชาติซึ่งต้องรอผู้ร่วมทุนก่อน สำหรับ 12 โครงการแบ่งเป็นโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง 9 โครงการ ได้แก่ บริษัทไทยโพลิเอททีลีน, บริษัทสยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ 2 โครงการ, บริษัทสยามโพลีเอทิลีน, บริษัทพีทีที ฟีนอล 2 โครงการ, บริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์, บริษัทมาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล และบริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ ส่วนอีก 3 โครงการเตรียมก่อสร้าง ได้แก่ บริษัทเอ็มทีพี เอชพี เจวี, บริษัท วีนิไทย และบริษัทบีอาร์พี สตีล มูลค่าการลงทุนรวม 54,136 ล้านบาท ด้าน นายบัญญัติ วิสุทธิมรรค อัยการอาวุโส คาดว่า สามารถยื่นต่อศาลได้ในวันที่ 12 ก.พ.หรืออย่างช้าวันที่ 15 ก.พ.นี้ ซึ่งส่วนตัวไม่หนักใจเนื่องจากโครงการทั้งหมด 76 โครงการไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่กลับเป็นโครงการที่ช่วยลดมลพิษและยังเป็นข้อมูลใหม่ที่ยังไม่เคยยื่นต่อศาล สำหรับมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยแต่ละโครงการ 500-2,000 ล้านบาท ส่วนการพิจารณาคดีหลักยื่นคำให้การเพิ่มเติมต่อศาลไปแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอฝ่ายผู้ฟ้องยื่นคำคัดค้านและต้องให้ข้อมูลอีกครั้งก่อนศาลพิพากษา ซึ่งปกติใช้เวลารวม 1-2 ปี นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บริษัท ฮัทชินสัน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ตัดสินใจเข้าลงทุนตั้งฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟในไทย มูลค่า 4,300 ล้านบาท ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา คาดเริ่มผลิตก่อนสิ้นปีนี้เพื่อป้อนผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีบริษัทตั้งอยู่ในไทยและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในต่างประเทศครั้งแรกของฮัทชินสัน. คำถาม 1. ใครเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 2. นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้ให้คำปรึกษาแก่โครงการที่ถูกสั่งระงับหรือชะลอโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กี่โครงการ 3. บริษัท ฮัทชินสัน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ตัดสินใจเข้าลงทุนตั้งฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟในไทย ในมูลค่าเท่าใด
เอ็กซิมแบงก์แจงกำไรปี52อยู่ที่347 ล้านบาท
เอ็กซิมแบงก์(EXIM BANK) ขยายสินเชื่อและบริการประกันการส่งออกได้เกินเป้าหมายในปี 2552 โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อ 54,298 ล้านบาทหรือ 146% ของเป้าหมายรวมตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง จำนวนนี้เป็นวงเงินอนุมัติสินเชื่อฟาสต์แทร็ก 17,579 ล้านบาทหรือ 352%ของเป้าหมายตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง รวมทั้งอนุมัติวงเงินรับประกันการส่งออกและการลงทุน 7,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 368% จากปี 2551 ขณะที่ปี2552มีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เอ็นพีแอลลดลง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ บริการ และเปิดสาขาย่อยควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องในปีนี้
ดร.อภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการขยายสินเชื่อและบริการประกันการส่งออก (EXIMSurance) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ EXIM BANK มีผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ โดยมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท คิดเป็น 347% ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อ 54,298 ล้านบาทหรือ 146% ของเป้าหมายรวมตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง จำนวนนี้เป็นวงเงินอนุมัติสินเชื่อฟาสต์แทร็กจำนวน 17,579 ล้านบาทหรือ 352% ของเป้าหมาย 5,000 ล้านบาทตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง
รวมทั้งอนุมัติวงเงินรับประกันการส่งออกและการลงทุนจำนวน 7,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 368% จากปี 2551 และมีมูลค่ารับประกันการส่งออกและการลงทุนทั้งสิ้น 60,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับปี 2551 นอกจากนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-performing Loans : NPLs) ในปี 2552 อยู่ที่ 4,370 ล้านบาทหรือคิดเป็น 8.16% ของยอดเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ ลดลงจาก 9.24% ในปี 2551
ในปี 2552 EXIM BANK ได้ขยายความร่วมมือกับธนาคารในต่างประเทศ อาทิ อินโดนีเซียและรัสเซีย เพื่อเปิดให้บริการใหม่ “บริการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ (Buyer’s Credit)” สนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการของไทย และได้ริเริ่มบริการใหม่ “สินเชื่อเพื่อซัพพลายเออร์ส (EXIM for Your Suppliers)” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของ EXIM BANK เป็นวงเงินอนุมัติรวม 106 ล้านบาท และอยู่ระหว่างทำนิติกรรมและสัญญาอีก 313 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา EXIM BANK ยังได้เพิ่มเครือข่ายการให้บริการโดยเปิดสาขาย่อย ณ ที่ทำการของธนาคารออมสินภายใต้ความร่วมมือ “1 สาขา 2 ธนาคาร” ทำให้ปัจจุบัน EXIM BANK มีสาขาย่อยจำนวน 7 แห่งได้แก่ สาขาย่อยบางรัก อ้อมใหญ่ วงเวียนใหญ่ ติวานนท์ สาธุประดิษฐ์ จักรวรรดิ และสุราษฎร์ธานี และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 5 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวต่อไปว่า จากแนวนโยบายของ นพ. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้ EXIM BANK ผลักดันมาตรการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้กระชับมากขึ้นต่อไป รวมทั้งสนับสนุนภาคการส่งออกมากขึ้นโดยเฉพาะบริการ Buyer’s Credit และ EXIMSurance ในปี 2553 EXIM BANK จะเดินหน้าขยายสินเชื่อและ EXIMSurance ควบคู่ไปกับการขยายสาขาย่อยและปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Business Process Improvement : BPI) เพื่อพัฒนางานบริการลูกค้า การปฏิบัติงาน การบริหารจัดการ การขยายธุรกิจด้านการนำเข้าในภาวะเงินบาทแข็งค่า และการขยายบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนา
ที่มาของข่าว
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=22045:52347-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
คำถามท้ายบท
1). กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)คือใคร
2). จำนวนวงเงินอนุมัติสินเชื่อฟาสต์แทร็กเป็นเท่าไหร่ ของเป้าหมาย 5,000 ล้านบาทตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง
3). ในปี2552มีกำไรสุทธิเป็นจำนวนเงินกี่ล้านบาท
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
ทุบโต๊ะเศรษฐกิจโต5.5%
เรื่อง ทุบโต๊ะเศรษฐกิจโต5.5%

โพสต์ทูเดย์ — ดอยช์แบงก์-เวิลด์แบงก์ประสานเสียงเศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นตัวทุกสาขา
นางจูเลียนา ลี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารดอยช์แบงก์ เปิดเผยว่า จีดีพีของไทยในปี 2553 จะขยายตัวสูงถึง 5.5% จากปีนี้ที่จีดีพีโตลบ 3% เนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ส่งผลให้ภาคส่งออกและการค้าภายในประเทศมีการฟื้นตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งยังได้แรงหนุนจากโครงการต่างๆ ของภาครัฐในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ
นอกจากนั้น เอกชนจะมีการจัดหาสินค้าคงคลังเข้ามาในสต๊อกอีกครั้งเพื่อทดแทนสินค้าเก่า ที่หมดไป รวมไปถึงความต้องการสินค้าจากประเทศไทยที่เริ่มมีมากขึ้นในตลาดสหรัฐและ ยุโรป จะเป็นปัจจัยที่ช่วยพลิกให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2553
ขณะที่แรงซื้อของผู้บริโภคในตลาดภายในประเทศที่สูงขึ้นและแรงสนับ สนุนจากภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยิ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในปีนี้อีกด้วย สำหรับการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนและภาคการลงทุนในปี 2553 จะเติบโต 29% และ 8.4% ตามลำดับ ซึ่งช่วยปรับค่าจีดีพีให้สูงขึ้นอีก 1.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.7% ซึ่งสูงกว่าปี 2552 ที่อยู่ที่ระดับลบ 0.9% จะมีผลทำให้ธปท.ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% แต่จะยังคงช่วยส่งเสริมให้ภาคอุปสงค์ภายในประเทศเติบโตอยู่ได้
สำหรับค่าเงินบาทนั้นมองว่า ธปท.ยังพยายามรักษาเสถียรภาพ ภายในสิ้นปีนี้ เงินบาทไม่น่าจะแข็งค่ากว่า 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายฮานส์ ทิมเมอร์ ผู้อำนวยการสำนักงาน Development Prospects Group ประจำธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปี 2553 ว่าปี 2553 จะเติบโตได้ 2.7% หลังลดลงไป 2.2% ในปี 2552 โดยจีน เป็นแรงขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทางภูมิภาค โดยขยายตัว 9% และจีดีพีเอเชียตะวันออก จะอยู่ที่ 8.1%
ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย จะยังไม่อาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าเศรษฐกิจของชาติพัฒนาจะเติบโตเพียง 1.8% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 2.3% ในปีหน้า ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการ เงิน คาดว่าจะเติบโต 2.5% ในปีนี้และเพิ่มเป็น 2.7% ในปี 2554
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ ประจำประเทศไทย กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า จะมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น และขยายตัวได้ 3.5% เนื่องจากฐานปีก่อนต่ำ และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 15% ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนจะขยายตัว 4-5% ประกอบกับการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย คือ ความยั่งยืนของเศรษฐกิจโลก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ราคาน้ำมัน ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 3% ซึ่งธนาคารได้มีการตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้สอดคล้องกับ ภาวะเศรษฐกิจ
ที่มาของข่าว:
http://www.posttoday.com/finance.php?id=86496
คำถามท้ายเรื่อง
1. จีดีพีของไทยในปี 2553 จะขยายตัวส่งผลให้
2. ใครเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปี 2553 ว่าปี 2553 จะเติบโตได้ 2.7% หลังลดลงไป 2.2% ในปี 2552
3. เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการ เงิน คาดว่าจะเติบโตกี่%
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แบงก์ลดดอก-ยืดหนี้มาบตาพุด
ชื่อ-นามสกุล นายก้องเกียรต เลิศผดุงพงษ์
เลขทะเบียน 5001208003
เรื่อง
แบงก์ลดดอก-ยืดหนี้มาบตาพุด

ธนาคารดาหน้าช่วย 65 โครงการในมาบตาพุด “กรุงไทย” ยอมรับหยุดเบิกใช้สินเชื่อกว่า 1 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เข้าไปให้การช่วยเหลือและวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยและกลุ่มบริษัท ปตท. อย่างใกล้ชิด เพราะการชะลอโครงการนั้น ทำให้กระแสเงินสดและผลประกอบการในปีนี้ของบริษัทต้องมีการบันทึกการขาดทุนและมีรายได้ที่หายไป
ทั้งนี้ มีบางบริษัทรายได้หดหายไป 15-20% จึงต้องเข้าไปดูแล และปรับเงื่อนไขการกู้ยืม การชำระหนี้ให้ยาวออกไป และลดดอกเบี้ย ให้บางส่วน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ทุกธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 65 โครงการในมาบตาพุดที่ถูกชะลอโครงการ
อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านั้นต่างมีความแข็งแกร่งทางการเงินอยู่แล้ว อาจมีผลกระทบต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างในโครงการมาบตาพุดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทก่อสร้างต่างชาติ ธนาคารในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องเล็กน้อยเท่านั้น
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเม็ดเงินที่ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนโครงการดังกล่าวมีกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดย 11 โครงการที่ผ่านการพิจารณาของศาลมีเม็ดเงินสินเชื่อของธนาคาร 2 หมื่นล้านบาท ส่วน 65 โครงการที่ต้องชะลอไปนั้น มีเม็ดเงินของธนาคาร 2 หมื่นล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างที่เบิกใช้ ไปแล้ว 2,900 ล้านบาท ถือว่า เป็นเงินจำนวนน้อยมากหากเทียบกับสินเชื่อรวมของธนาคารที่มีมากกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงไม่ต้องสำรองหนี้สูญจากการชะลอโครงการดังกล่าว
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=79975
คำถามท้ายบท
ข้อที่1. จากข่าว บริษัทปูนซิเมนต์ไทยและบริษัท ปตท.รายได้หดหายไปกี่ % จึงต้องให้ธนาคารเข้าไปดูแล และปรับเงื่อนไขการกู้ยืม การชำระหนี้ให้ยาวออกไป และลดดอกเบี้ย ให้บางส่วน
ข้อที่2. จากข่าว ธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกี่โครงการ ในมาบตาพุดที่ถูกชะลอโครงการ
ข้อที่3. จากข่าว 11 โครงการที่ผ่านการพิจารณาของศาลมีเม็ดเงินสินเชื่อของธนาคาร เป็นเงินจำนวนกี่บาท